MOVED!
I wasn’t the one who longed for this new version of Mac OS. Honestly, I did not even plan to upgrade the instance Leopard hit the market. But with $69 purchase my university was offering, I bought one in the first week of its release.
The installation seemed to be easy at first. However, after I left my computer for a while, my computer got into sleep mode and crashed the whole operation. After I woke up my laptop (Macbook Pro), I read the log and found 3 error messages. This should not have happened. Couldn’t Apple just simply turned that energy saving stuff off? Or else make sure that it would not interfere with the installation.
The estimated installation time was nowhere near accurate. It was in acceptable accuracy only in the last 10 minutes of installation. At first, it gave me the estimation of 3 hours (bullshit). If you cannot do this better, you had better take it off, Apple.
After the upgrade, I found myself in the supposedly new interface. However, I don’t think that this new interface is fashionable. The old one looks better. Now Mac OS just looks the SAME WAY as a Windows with a skin. The arrows showing the running applications in the dock were replaced too. Now you just have the glowing light under running programs. They are difficult to pick out.
Time Machine won’t work without an external storage (I knew this before I installed; still I feel a need to reemphasize). The new finder, the one that you can fly through previews, is bad. The previews are just enlarged thumbnails. They look really pixelated. Furthermore, you can’t set the viewing option for each folder (like in Windows). If you want “list”, all folders are “list.” Want thumbnails? All folders go thumbnails. Really useless. Shame on Apple once again.
The performance seems to be worse. But a restart might make things better.
Enough for a rant today. Thanks for reading.
เรียนเชิญทุกท่านชมนิทรรศการภาพถ่าย ที่เกิดเหตุ บันทึก1ปีในพื้นที่3จังหวัดชายแดนภาคใต้
ภาพถ่ายขาว-ดำกว่า40ภาพ ถ่ายทอดเรื่องราวสิ่งที่เกิดขึ้นจริงอีกด้านใน3จังหวัดใต้สุดของประเทศนอกเหนือภาพข่าวบนหน้าหนังสือพิมพ์และสื่อกระแสหลัก ภาพที่ไม่เคยเป็นข่าว และอาจไม่เคยมีใครเคยเห็น เมื่อช่างภาพหนุ่มใช้ชีวิตตลอดปี 2549 เดินทางบันทึกภาพวิถีชีวิตความงดงามวิถีชาวมุสลิม ,ชีวิตเด็กหนุ่มสาวปอเนาะ ,การดำรงศาสนาของพระสงฆ์ จนถึงความเป็นอยู่ของทหาร ในมุมมองที่ละเมียดละไมต่อชีวิตทุกชีวิตบนพื้นที่เฉพาะแห่งความหลากหลายแห่งนี้
ภาพถ่ายขาว-ดำทุกรูป ถูกบันทึกลงบนฟิล์มขาว-ดำ แล้วผ่านการอัดบนกระดาษ Gelatin silver print คุณภาพสูงโดยช่างภาพเองทุกขั้นตอน
ภาพ : ธวัชชัย พัฒนาภรณ์
คำ : วรพจน์ พันธุ์พงศ์
สถานที่ : On Art gallery ถ.เศรษฐศิริ (เลี้ยวซ้ายจากถ.พระราม6 คลองประปา) เยื้อง รพ.วิชัยยุทธ1 หรือจะมาจากทางสถานีรถไฟสามเสนก็ได้ จอดรถบริเวณสถานีแล้วเดินมาสะดวกมากครับ
ระยะเวลา : 29กันยายน – 26 ตุลาคม 2550 เปิด 10.00-20.00 ทุกวัน,เปิดงานวันเสาร์29กันยายน เวลา16.30น.
โทรศัพท์ on art gallery 02-619-7304




ตั้งแต่กล้องดิจิตอลเข้ามาในโลกของการถ่ายภาพ ผู้คนมากมายได้หลั่งไหลเข้ามาสัมผัสวงการนี้ บ้างก็เข้ามา แล้วก็จากไป บ้างก็จริงจังกับการถ่ายภาพ แต่ด้วยอินเทอร์เน็ตและบทบาทของ Photoshop ทำให้บางสิ่งบางอย่างแปรเปลี่ยนไป เรื่องราวต่อไปนี้ ผมขอนำเสนอประสบการณ์ส่วนหนึ่งของผม ซึ่งอาจจะเป็นข้อคิดและประโยชน์แก่หลายๆ ท่าน หลายคนอ่านแล้วอาจจะไม่เห็นด้วยกับผม แต่อย่างน้อยๆ ผมก็อยากจะชี้ให้หลายๆ คนได้เห็นสิ่งสำคัญต่อเราๆ ในฐานะผู้ที่จะก้าวไปเป็นศิลปิน และผู้ที่กำลังจะค้นหาหนทางเดินของตัวเองต่อไป
ถ้าเกิดผมถามว่า ภาพที่ดีเป็นอย่างไร ผมค่อนข้างมั่นใจว่า คำตอบส่วนมากที่ผมจะได้รับจะออกมาในลักษณะนี้ ซึ่งผมขอเรียกว่า “ความสมบูรณ์เชิงเทคนิคเบื้องต้น”
- ภาพคมชัด โฟกัสถูกจุด ชนิดว่าถ้าเอามาเป็นมีดโกน คงบาดหน้าง่ายๆ
- สีไม่เพี้ยน วัดแสงถูกต้อง ทิศทางแสงดี แสงไม่แข็ง ฯลฯ
- เกรนไม่แตก น้อยส์ไม่กระจาย ภาพเป็นพลาสติก Detail หายเรียบ ตรูไม่สน ขอเนียนๆ
- สีสันสดใสซาบซ่า เหมือนสไปรซ์
- ที่สำคัญที่ดีที่สุด องค์ประกอบต้องเยี่ยม กฏสามส่วน, กฏสามเหลี่ยมทองคำ เอ๊ย Golden Mean, กฏยิ่งซูมยิ่งได้อารมณ์ ฯลฯ
และคนหลายคน ก็มักจะประเมินภาพที่ตนเองเห็นตามลิสต์ที่ว่ามาข้างต้น (มีคนบอกว่า “วิจารณ์ภาพเวอร์ชัน checklist”) และหลงลืมสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้น ชนิดที่ว่าถ้ามีคนเอาภาพถ่ายของบรรดาช่างภาพระดับโลกมาลง อาจจะโดนวิจารณ์เชิงลบได้ง่ายๆ
ไม่ใช่ว่าความสมบูรณ์เชิงเทคนิคไม่มีความสำคัญ เทคนิคเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เราต่อเติมจินตนาการ หากแต่มันเป็นเพียงส่วนๆ หนึ่งเท่านั้น ผมมั่นใจว่าคนที่อยู่ในวงการถ่ายภาพมาพอสมควร คงสามารถสร้างสรรค์ภาพที่สมบูรณ์ทางเทคนิคเบื้องต้นได้ไม่ยาก (ความสมบูรณ์ทางเทคนิคที่กล่าวมาเป็นเพียงเริ่มต้นเท่านั้น จริงๆ แล้วยังมีมากกว่านั้นอีกมาก ซึ่งยากที่จะเรียนรู้ และมักจะไม่มีใครกล่าวถึง) เมื่อก่อนผมเองก็รู้จักเพียงอุปกรณ์ และเทคนิคเหล่านี้เท่านั้น และก็ประเมินสิ่งต่างๆ ตาม “Checklist” เหล่านี้
และแล้ว วันหนึ่ง คำถามหนึ่งก็พุ่งเข้ามาในจิตใจของผม เมื่อผมได้พยายามทำความเข้าใจกับศิลปะแขนงหนึ่ง นั่นก็คือ “Fine Arts คืออะไร?”
ผมใช้เวลาครุ่นคิดคำถามนี้อยู่นับเดือน จนสุดท้ายที่ได้เจอกับคุณ soranai เป็นครั้งแรก ผมจึงได้ถามคำถามนี้ออกไป ผมยังจำบทสนทนาในวันนั้นได้อย่างค่อนข้างแม่นยำ
“Fine Arts คืออะไรครับ?”
“Fine Arts มันก็คือศิลปะ แต่คุณรู้จักศิลปะหรือเปล่า?”
ผมนั่งอึ้ง+งง (ความจริงวันนั้นนั่งงงไปหลายรอบ 55) คำถามที่ผมเคยคิดว่าผมรู้คำตอบดี (รวมถึงหลายๆ คนที่คิดว่าตนเองรู้จักดี) แต่เมื่อโดนถามกลับมาเช่นนี้ ผมกลับไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร สรุปสั้นๆ คือ “ผมไม่รู้”
สำหรับท่อนนี้ผมอาจจะจำผิดเพี้ยนไปบ้าง “ศิลปะก็คือ อารมณ์และความรู้สึก เมื่อใดที่ความรู้สึกของผู้สร้างงานศิลปะสื่อไปถึงผู้รับชม เมื่อนั้นมันก็คืองานศิลปะ ทำไมคนส่วนมากในโลก ไม่รู้ว่าภาพโมนาลิซ่างดงามตรงไหน แต่กลับมีคนบางคนไปยืนร้องไห้อยู่หน้าภาพโมนาลิซ่า?”
Ansel Adams - Clearing Winter Storm - 1942
.
.
.
.
.
.
เมื่อเร็วๆ นี้ ผมเพิ่งซื้อหนังสือ “National Geographics – Greatest Portraits” เพราะว่าหนังสือถูกลดราคาอยู่ที่ร้านหนังสือ ขณะที่ผมกำลังดูภาพไปเรื่อยๆ ผมนึกถึงบทสัมภาษณ์ผู้จัดทำหนังสือเล่มนี้ได้ท่อนหนึ่ง
“ในฐานะ บก. คุณมองหาอะไรในภาพ portrait”
“Bendavid-Val: สิ่งแรกที่ผมมองก็คือภาพถ่ายนั้นมีอิทธิพลหรือไม่ ถ้ามันไม่สามารถเข้าถึงอารมณ์ของผู้รับชมได้ ถ้าผู้รับชมไม่รู้สึกผูกพันกับตัวแบบในภาพทางใดทางหนึ่ง ภาพนั้นก็ไม่มีความหมาย
ช่างภาพจำนวนมากสามารถสร้างสรรค์ภาพได้สมบูรณ์ในเชิงเทคนิค แต่ว่ากลับไม่มีความหมายทางด้านอารมณ์หรือศิลป์ในภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่ยากมากที่จะได้มา ภาพเหล่านั้นก็จะไม่น่าจดจำแต่อย่างใด ในบางครั้งภาพที่ถ่ายมาผิดๆ ในเชิงเทคนิคกลับมีอารมณ์ในภาพอย่างมากจนกระทั่งความผิดพลาดเชิงเทคนิคถูกลืมเสียหมดสิ้น”
“Johns: ผมมองหาภาพที่มีความสัมพันธ์อันแข็งแกร่ง มีเรื่องราวที่ดำเนินไป ลึกซึ้ง แต่ก็มีแรงดึงดูดทางอารมณ์สูง มันเป็นภาพที่อยู่เหนือกาลเวลาและสถานที่ และจะคงอยู่ตลอดไป
ภาพที่จะสั่นไหวผู้คน ภาพที่จะดึงดูดผู้คน ทำให้พวกเขาสนใจ และช่วยให้พวกเขาเข้าใจ และถ้ามันทำสิ่งเหล่านี้ได้ดี มันก็อาจจะคงอยู่ตลอดไป และเป็นคำบ่งบอกอันสำคัญเกี่ยวกับมนุษยธรรมแก่ชนรุ่นหลัง”
ผมว่าภาพที่ยอดเยี่ยมจะสามารถก้าวข้าม ความสมบูรณ์ทางเทคนิค สื่อบันทึก และกาลเวลาได้ ในขณะที่ภาพที่สมบูรณ์ทางเทคนิค แต่ไม่มีอารมณ์หรือความรู้สึก ก็เหมือนกับจับได้เพียงเปลือกไม้ ภาพที่ถ่ายมาไม่ดี แต่ตกแต่งโดย photoshop อย่างหนักจนสวย ก็ไม่สามารถทนทานต่อกาลเวลาได้ เพราะเมื่อคนๆ หนึ่งสั่งสมประสบการณ์ด้านแต่งภาพมามากพอ ก็สามารถมองทะลุเปลือกที่ห่อหุ้มภาพนั้น และเห็นความจริงที่ซ่อนอยู่ได้ ภาพที่ดูแปลกตาเพียงเพราะอุปกรณ์ (เช่น เลนส์โคตรไวด์ เลนส์โคตรซูม เลนส์ตาปลา ฯลฯ) เมื่อเวลาผ่านไป ก็จะหมดคุณค่าลง เพราะมันเป็นเพียงความตื่นตาตื่นใจช่วงแรกๆ เท่านั้น
Richard Avedon
.
.
.
.
.
ผมชอบคำพูดๆ หนึ่ง ที่ว่า “เทคนิคไม่ได้มีจุดหมายในตัวเอง คุณต้องรู้ว่าจะมีเทคนิคไว้เพื่ออะไร?” ถ้าภาพถ่ายไม่สามารถดึงผู้ชมให้เข้าเป็นส่วนร่วม ไม่สามารถถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก หรือลบระยะห่างระหว่างผู้สร้างกับผู้ชมได้ สุดยอดเทคนิคทั้งหลายจะมีประโยชน์อันใด ผู้คนมักจะบอกว่า ภาพที่ดีมาจากสามส่วนคือ อุปกรณ์, เทคนิคและฝีมือ, โอกาสและโชคช่วย แต่ผมกลับมองว่ามีอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน หรืออาจจะสำคัญยิ่งกว่า นั่นก็คือ อารมณ์และความรู้สึก เพราะเราคือมนุษย์ ไม่ใช่หุ่นยนต์ที่ทำงานไปตามตรรกะที่วางไว้นั่นเอง
แล้วคุณมีเทคนิคไว้เพื่ออะไร?
Jerry Uelsmann
(ใครว่าภาพแบบนี้ต้อง Photoshop อย่างเดียว?)
โดย Mike Johnston (theonlinephotographer.blogspot.com)
แปลโดย Charles Y.
ถ้าอยากจะทดสอบเลนส์ จงถ่ายภาพ ถ่ายเยอะๆ แล้วก็ดูภาพเหล่านั้น ดูว่าเลนส์ทำอะไรบ้าง อะไรที่มันทำได้ดี และอะไรที่มันทำได้ไม่ดี อะไรที่คุณชอบและไม่ชอบ ถ้าคุณเห็นสิ่งที่คุณภาพเยอะ และไม่ค่อยเห็นสิ่งที่ไม่ชอบ แสดงว่ามันเป็นเลนส์ที่ดีมาก ถ้าคุณจับผิดอะไรไม่ได้เลยและทุกอย่างดูดีหมด แสดงว่ามันเป็นเลนส์เทพของคุณ มันอาจจะมีข้อผิดพลาดบ้าง แต่ถ้ามันไม่ได้โผล่มาในงานของคุณ มันก็ไม่มีค่าอะไร
อย่าคิดว่าคนดูภาพจะรู้หรือสนใจ คนส่วนมากไม่ได้ดูคุณภาพของเลนส์เวลาดูภาพ พวกเขาดู”ภาพ” ถ้าคิดในเรื่องนี้ พวกเขาอาจจะได้เปรียบกว่าช่างภาพโดยทั่วไปอยู่อักโข เมื่อมองดูภาพถ่ายอย่างภาคภูมิใจ ช่างภาพจะคิดว่า “ดูคอนทราสระหว่างสีแดงกับสีเขียวนั่นสิ และสีแดงช่างไล่โทนสวยจริงๆ” ในขณะที่เพื่อนของเขาที่ไม่ใช่ช่างภาพซึ่งยืนอยู่ข้างๆ คิดว่า “ก็แค่ภาพดอกไม้”
ในอเมริกา (อย่างน้อยๆ) เป็นประเทศของเหล่านักช็อป พวกเรารักที่จะกังวลเกี่ยวกับเรื่องเล็กๆ น้อยๆ และข้อแตกต่างเล็กๆ น้อยๆ ระหว่างสินค้าที่เหมือนๆ กัน การค้นหาสิ่งที่ดีที่สุดของ “สิ่งนี้” และ “สิ่งนั้น” กลายมาเป็นงานอดิเรกและมันก็เป็นเรื่องส่วนบุคคล เพราะบางครั้งบุคลิคส่วนบุคคลก็ถูกรวมเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย เมื่อเราตัดสินใจแล้ว ตัวเลือกของเราจะถูกปกป้อง บางครั้งอย่างเผ็ดร้อน สิ่งที่เราเลือกนั้นเยี่ยมที่สุด สิ่งอื่นๆ ห่วยกว่าทั้งนั้น
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องไร้สาระ ช่างภาพที่มีพรสวรรค์สามารถถ่ายภาพทุกอย่างที่ช่างภาพมือใหม่พร้อมกับอุปกรณ์ใหม่ล่าสุดทุกแขนงถ่ายได้ด้วยเลนส์ 50mm ตัวเดียว คนเราสามารถสร้างงานที่ดีหรือแย่ก็ได้กับอุปกรณ์ไหนๆ ก็ตาม มันเป็นไปได้ทั้งสองทาง คุณสามารถสร้างภาพที่ยอดเยี่ยมจากเลนส์สั่วๆ ก็ได้ และคุณก็สามารถสร้างภาพที่ทุเรศสุดๆ จากกล้อง Linhof ที่แพงที่สุด และเลนส์ Apo เรียงมือ บางครั้งมันเป็นเรื่องสนุกที่จะคุยเรื่องเลนส์ ดูบรรดาผลการทดสอบเลนส์ ดูชาร์ท MTF ที่บางครั้งเราก็ไม่เข้าใจ เปรียบเทียบตัวเลขคะแนนระหว่างเลนส์รุ่นต่างๆ แต่ว่ามันก็ไม่ได้มีผลอะไรต่อการถ่ายภาพของคุณ พลังใจที่เหล่าผู้ชื่นชอบการถ่ายภาพทั้งหลายในโลกเอาไปใส่กับสิ่งเหล่านี้ เป็นเพียงแค่การเสียเวลาเปล่าเท่านั้น
สิ่งที่แย่ที่สุดคือตัวเลขคะแนนเดี่ยวๆ อย่างเช่น เลนส์ตัวนี้ได้ B+ อีกตัวได้ B หรือว่าเลนส์นี้ได้คะแนน 9.7 เต็ม 10 จากเสกล”ความรักความหลง” แต่ได้แค่ 9.1 นอกจากนั้น เลนส์ตัวนี้มี MTF 4.1 (อย่างน้อยอันหลังสุด เราก็รู้ว่าเรากำลังทดสอบอะไร หวังว่านะ) เลนส์ตัวนี้สามารถแยกเส้นได้ x เส้นต่อมิลลิเมตร ถ้าคุณใช้ขาตั้งกล้องสำรวจ หรือใช้ gyroscope กับฟิล์ม Tech Pan ที่ถูกล้างในปัสสาวะแพะ เลนส์ตัวนี้ได้รางวัลสูงสุด เลนส์อันนั้นไม่แพงและมันอาจจะถูกสร้างโดยบริษัทอื่น เพราะฉะนั้นอย่าไปดูมันเลย
การเข้าใจเลนส์แต่ละตัวเป็นเรื่องของการเข้าใจปัจจัยและคุณภาพจำนวนมาก - ขนาด น้ำหนัก กลุ่มผู้ใช้ มุมองศาการรับภาพ ขอบมืดทั้งทางออปติคและทางกายภาพ การควบคุมคุณภาพ กำลังแยกเส้น คอนทราส คุณภาพจากกลางภาพไปถึงขอบภาพ คุณภาพระหว่างช่องรับแสงขนาดต่างๆ การกระเจิงแสง และการคลาดแสงและสี ถ้าพูดให้หมดแล้ว มันอาจจะมีสัก 20-30 อย่างที่เราต้องคำนึงถึง และนั่นก็เป็นแค่ลิสต์พื้นฐาน ก่อนที่ใครสักคนจะเข้าไปสู่เรื่องนี้อย่างจริงจัง เรื่องก็มีอยู่ว่าการที่คุณจะเอาสิ่งต่างๆ มากมายเหล่านี้ มาผสานเป็นตัวเลขเพียงตัวเดียว คุณต้องตัดสินใจว่าจะให้คะแนนเน้นหนักลงในแต่ละส่วนแค่ไหน อย่างไร และคนทดสอบเลนส์ส่วนมากไม่บอกว่าพวกเขาใช้เกณฑ์อะไรมาตัดสิน และให้น้ำหนักคะแนนอย่างไร เพราะฉะนั้นจริงๆแล้ว พวกเขาไม่ได้บอกอะไรกับคุณเลย ความจริงแล้วมันแย่กว่าการไม่ได้บอกอะไรเสียอีก เพราะพวกเขากำลังให้ข้อตัดสินโดยไม่มีข้อมูลให้คุณดูเลย
การที่คุณจะบอกว่าเลนส์ตัวหนึ่งให้ภาพอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มันอย่างไร ถ้าคุณถ่ายฟิล์มสไลด์ คุณอาจจะสนใจเกี่ยวกับการถ่ายทอดสีของเลนส์ แต่ถ้าคุณถ่ายภาพขาวดำ คุณจะไม่สนใจเรื่องนั้นมากนัก ถ้าคุณถ่ายภาพที่ช่องรับแสงกว้างสุดตลอด คุณจะสนใจโบเก แต่ถ้าไม่เคยมีอะไรไม่อยู่ในโฟกัสในภาพของคุณ คุณคงไม่สนใจมันเลย และก็ที่ระยะไหนที่เลนส์ทำงานได้ดีที่สุด ผมเคยทดสอบเลนส์ OM Zuiko กับ Zeiss Planar เลนส์ Zuiko ดีกว่า Zeiss ที่ระยะใกล้ๆ แต่ Zeiss ดีกว่า Zuiko ที่ระยะอนันต์ เพราะฉะนั้น ที่ระยะไหนที่คนทดสอบเลนส์ทำการทดสอบ? พวกเขาไม่ค่อยจะบอกคุณเรื่องเหล่านี้ และพวกเขาก็ไม่เคยบอกว่าเขาทดสอบเลนส์ที่ระยะไหน
ถ้าคุณเป็นศิลปิน คุณสามารถใช้เลนส์ตัวไหนก็ได้ และก็สร้างศิลปะกับมัน แฟลร์มันแย่เหรอ? ไม่หรอก ถ้าคุณสามารถใช้มันสร้างอารมณ์ในภาพได้ ความละเอียดต่ำแย่เหรอ? ไม่จำเป็นเสมอไป งานวิจัยชี้ว่าคนเราสามารถแยกแยะภาพได้แม้ภาพจะมีเส้นเพียงไม่กี่เส้น หรือแม้แต่สิ่งของที่ไม่มีภาพเป็นชิ้นเป็นอันเลย (เมฆ ไฟ ลายไม้) คอนทราสต่ำแย่เหรอ? ไม่หรอก ถ้าคุณถ่ายภาพแนว pictorial ผมเคยถ่ายภาพๆ หนึ่งที่ถูกนำแสดงและตีพิมพ์จำนวนมากด้วยกล้อง Kodak Instamatic 104 เก่าๆ บนฟิล์มสี และก็พิมพ์ลงบนกระดาษอัดภาพขาวดำ เลนส์ Instamatic มันแย่ไหม? ผมก็ว่างั้นนะ แต่ไม่ใช่สำหรับภาพนั้น
ในความจริงแล้ว ถ้าคุณทดสอบเลนส์ด้วยจุดมุ่งหมายหนึ่งๆ คุณก็จะเห็นสิ่งนั้น ว่ามันสามารถทำงานในสภาพที่คุณต้องการได้ดีเพียงใด ถ้าคุณถ่ายภาพหนังสือพิมพ์ที่ติดกับกำแพง คุณก็จะรู้เพียงอย่างเดียวแน่นอน นั่นคือ เลนส์ตัวไหนถ่ายภาพหนังสือพิมพ์บนกำแพงได้ดีที่สุด และแม้กระนั้น คุณก็ต้องมีความแม่นยำอย่างสุดๆ ซึ่งช่างภาพส่วนมากไม่มี เพราะแม้แต่การโฟกัสที่ผิดพลาดเพียงนิดเดียวก็สามารถทำให้ผลการทดสอบผิดพลาดไปโดยสิ้นเชิง ไม่ว่าจะอย่างไหน มันก็เหมือนกับเรื่องคนตาบอดคลำช้างอยู่ดี
เลนส์หลายๆ ตัวสามารถดูเหมือนกันได้ในหลายๆ สถานการณ์ ถ้าคุณเอา Pentax 43mm Limited กับ Yashica 50mm F/1.9 แล้วหันพวกมันออกห่างจากดวงอาทิตย์ และถ่ายที่ F/8 ภาพจะออกมาเยี่ยมยอดพอกัน แต่ถ้าเปิดที่ F/4 แล้วหันเข้าหาดวงอาทิตย์ ความแตกต่างจะบังเกิด 43mm จะแทบไม่มีแฟลร์ และ Yashica จะแฟลร์กระจาย
เลนส์ที่คล้ายๆ กันก็สามารถแตกต่างกันมากสำหรับช่างภาพคนละคน หรือในคนละสถานการณ์ นึกถึงกรณีของช่างภาพเยอรมันคนนึงที่ผมรู้จักซึ่งถ่ายภาพทางอากาศอย่างเดียว เขามักจะใช้เลนส์ 50mm โดยเปิดช่องรับแสงกว้างสุด และถ่ายที่ระยะมากกว่าหนึ่งไมล์ ช่างภาพบุคคลที่ใช้เลนส์เดียวกันสำหรับกลุ่มคนเล็กๆ ในสตูดิโอ ใช้เลนส์ที่ช่องรับแสงแคบกว่านั้นและที่ระยะใกล้กว่า 15 ฟุต ดังนั้น คุณคิดว่าถ้าสองคนนี้ให้ความเห็นเกี่ยวกับเลนส์ มันจะเป็นอย่างไร?
ท้ายสุด เราต้องคำนึงว่าเลนส์จะคงทนแค่ไหน เลนส์บางยี่ห้อซึ่งผมจะไม่กล่าวถึง หลายๆ ครั้งผลิตเลนส์ที่วัดคุณภาพออกมาได้ดีตอนที่ยังใหม่อยู่ แต่ว่าคุณภาพจะตกลงเมื่อเวลาผ่านไป เพราะฉะนั้นถ้าคุณซื้อเลนส์ที่ดีที่สุดโดยดูจากผลทดสอบในกระดาษวันนี้ คุณจะรู้ได้อย่างไรว่ามันจะยังดีเหมือนเดิม เมื่อเวลาผ่านไปอีกสามปี
และมันทนทานแค่ไหน พวกเราคิดว่าส่วนมากเราคงไม่ทำเลนส์ตกบ่อยนัก แต่ผมมั่นใจว่าพวกเราส่วนมากต้องเคยทำเลนส์ตกมาแล้วสักครั้ง หรือสองครั้ง แรงกระแทกเหล่านั้นจะทำให้ชิ้นส่วนภายในเสียหายหรือไม่ ผมจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนผมเคยดูตัวแทนจาก Leica เอาลวดหนามมาขูดที่หน้าเลนส์ จากนั้น โยนเลนส์ราวกับโบวลิ่งจนกระทั่งมันกระแทกเข้ากับกระดาน จากนั้นเขาก็หยิบมันขึ้นมา ใส่กับกล้อง แล้วบอกว่า “เอาไปถ่ายภาพได้”
สรุปก็คือ ไม่มีใครรู้บอกคุณได้ว่าเลนส์ของคุณดีแค่ไหน ถ้าคุณไม่มีความรู้ที่จะเข้าใจในสิ่งที่มันจะทำ ไม่สามารถแยกแยะเพื่อที่จะสร้างสไตล์ส่วนตัว และไม่รู้ว่าจะใช้มันทำอะไร คุณก็คงสามารถใช้เลนส์อะไรก็ได้ เพื่อนของผมสรุปสั้นๆ (อย่างน่าขัน) เกี่ยวกับความคิดของคนส่วนมากในอินเทอร์เน็ต เกี่ยวกับเลนส์
“ผมเพิ่งซื้อเลนส์มาใหม่ตัวหนึ่ง พวกคุณทั้งหลายช่วยบอกผมหน่อยได้ไหม ว่าผมควรจะชอบเลนส์ตัวนี้ดีหรือเปล่า”
เหมือนอย่างที่คนออกแบบเลนส์ Leica กล่าวไว้
“ทางเดียวที่จะทดสอบเลนส์คือ ใช้มันอย่างน้อยหนึ่งปี อย่างอื่นเป็นแค่ทางลัด”
ผมรู้ว่าผมกำลังบ่นมากไปในที่นี้ แต่สำหรับคนที่ยังหยุดเรื่องเหล่านี้ไม่ได้ หยุดนั่งดูผลการทดสอบเลนส์ได้แล้ว และก็มีความมั่นใจในตัวเองบ้าง มองดู และก็เชื่อในสิ่งที่คุณเห็น
Powered by WordPress